วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560

ฉลามเขียว : ใครท้านองเลือดกับพลเอกประยุทธ์


โลกใบนี้ไม่เคยมีเผด็จการที่ทำให้ชาติบ้านเมืองนั้นเจริญรุ่งเรือง เพราะโลกศิวิไลซ์ไม่คบไม่ค้า ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือกดดันบีบคั้นให้คืนประชาธิปไตย


ความไวของสื่อโซเซียลก็มีจุดบอด ตรงที่ไม่ครอบคลุม  คว้ามาหนึ่งประเด็น ลืมอีกประเด็นไปอย่างน่าเสียดาย
เมื่อวันศุกร์ 9 มีนาคม 2560 ขย้ำกันอยู่ประเด็นเดียว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดเป็นการถามประชาชนว่า ถ้าจะขึ้น VAT เป็น 8 % รับได้มั๊ย  การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีกแค่ 1 เปอร์เซ็นต์จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มทันทีอีก 1 แสนล้านบาท เพื่อเอาเงินมาทำสิ่งที่ประชานเรียกร้อง

สื่อโซเชียลกระหน่ำประเด็นนี้ประเด็นเดียว ขณะที่เว็บไซต์ของสื่อกระแสหลักก็ขย้ำประเด็นนี้  และระอุแดดเดือนมีนาคมเป็นยิ่งนัก เมื่อวันรุ่งขึ้นศุกร์ 10 มีนาฯ พล.อ.ประยุทธ์ซัดสื่อกระแสหลัก “น่ารังเกียจ” เพราะมีสำนักพาดหัวข่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์จะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ความไวแห่งโซเชียลที่ไวเป็นวินาที นี่แหละเป็นจุดบอด เพราะได้ละเลยคำพูดสำคัญของพล.อ.ประยุทธ์ไปอย่างน่าเสียดายที่สุด วันนี้คิววิเคราะห์ข่าว จึงยกประเด็นนี้ขึ้นชู

ใคร...คือคนที่บังอาจท้านองเลือดกับพลเอกประยุทธ์

“วันนี้ไม่ว่าจะทำอะไรผมต้องท่องพุทโธ เพื่อทำอะไรช้าลง และมีสติรอบคอบ ยับยั้งชั่งใจ วันนี้อาจยังไม่มีความเข้าใจ ต่อต้านอยู่บ้าง  ผมไม่สามารถควบคุมได้  แม้จะเข้ามาแบบนี้  เพราะทุกคนเป็นคนไทย ไม่ว่ากลุ่มใด จึงขออย่าบิดเบือน ย้ำ...วันหน้าต้องเป็นประชาธิปไตย ที่ผ่านมามีความวุ่นวายปล่อยปละละเลย และไม่เคารพกฎหมาย ใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องยุติความขัดแย้งให้ได้ โดยกฎหมายต้องยังอยู่  อย่าล้มกฎหมายของประเทศ  ล้มไม่ได้  ถ้าไม่มีกฎหมายเลย  ละเว้นหรือละเลย ประเทศล้มหมด อย่ามาข่มขู่ว่าไม่เดินตามโรดแม็ปแล้วประเทศจะนองเลือด ไอ้คนพูดอย่างนี้อย่าให้มีที่ยืน ...”

พล.อ.ประยุทธ์ พูดที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี 9 มีนาคม 2560

ไอ้คนนี้คือใคร
คือใคร...ที่บังอาจท้าจะนองเลือดกับพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตัวผม นายฉลามเขียว อ่านหลายรอบแล้วมโนว่า ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล พล.อ.ประยุทธ์ท่านไม่ได้พูดอย่างกลอนพาไปแน่นอน  ก็เพราะตัวผมก็รู้ว่า “งานข่าวกรอง” ของท่านนายกรัฐมนตรีแม่นยำมาก แม่นยำมาตลอด การที่ท่านพูออกมาอย่างนี้ตัวผมถอดรหัสลับออกมาเองว่า “มีคนเคลื่อนไหว” ไม่ใช่แค่การพูดธรรมดาๆ เพราะถ้าพูดธรรมดาคนอื่นๆอีกหลายคนก็พูด โดยเฉพาะพวกนักข่าว เวลาโทรศัพท์คุยกัน หรือส่ง Line คุยกันประเด็นการเมือง  เมื่อวกเข้า  ประเด็น ยังไม่มีเลือกตั้ง  ประเด็นไม่เป็นไปตามโรคแม็ป  ก็ต้องถามกันว่า จะมีนองเลือดมั๊ย ผู้คนจะลุกฮือมั๊ย พวกเศรษฐีไทยที่กำไรหดหายธุรกิจเจ๊งเพราะมันจะ 3 ปีแล้ว จะทนต่อไปมั๊ย มันเป็นหัวข้อสนทนาปกติขอคอการเมืองสายฮาร์ดคอร์

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เอาประเด็นนองเลือดมาพูด จึงย่อมไม่ใช่แค่ท่านได้ยินว่ามีคนพูด แต่มันต้องมากกว่านั้น

เพราะคำของท่านต่อเนื่องที่บอกว่า
ไอ้คนพูดอย่างนี้อย่าให้มีที่ยืน.....
ไอ้คนนี้คือใคร
ต้องเป็นคนที่มีพละกำลังทางการเมืองสิ ไม่เช่นนั้นคนระดับหัวหน้ารัฐบาลไม่เอามาพูดถึงหรอก

ตัวผมนักข่าวในสื่อออนไลน์ขอขอบคุณท่านพล.อ.ประยุทธ์ ที่นำประเด็นนี้มาพูด ทำให้ได้รู้ว่ามันมีจริง ไม่ได้มีแค่ในมโนของพวกนักข่าวเท่านั้นว่า  มันมีคนมีปฏิกิริยาอยู่นะ

ซึ่งมี ... หนึ่งกรณีก็การที่เครือข่ายคนไทยไปยื่นหนังสือให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำการตรวจสอบตัวพล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังไม่ประกาศร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติแล้วให้คนไทยได้รับรู้ ซึ่งท่านพล.อ.ประยุทธ์ ก็แถลงข่าวประเด็นนี้ไปแล้ว  ทำเรื่องเงียบไป

แต่ไม่ได้หมายความว่า ในซอกหลืบอันลี้ลับของการเมืองไทยมันไม่มีความเคลื่อนไหวเสียเลย มีแล้วสิ มีในระดับที่ตัวพล.อ.ประยุทธ์ก็รู้แล้วและพูดแล้ว ... มีคนพูดว่าถ้าไม่เป็นไปตามโรคแม็ปต้องนองเลือด...คนพูดจะต้องไม่มีที่ยืน

คนในสังคมไทยแม้เวลานี้จะดูสงบๆ แต่มันก็พอมีอยู่นะที่แหลมๆ เช่น “ชิงชัย มงคลธรรม” หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ คนแรกที่เข้าคุยกับทหาร ป.ย.ป. 14 กุมภาวันวาเลนไทน์ 2560 ก็โครมเลย “ปรองดองคือทหารกลับกรมกอง” แต่ไม่เป็นข่าวดัง แล้วก็ที่ เวที ป.ย.ป.นครราชสีมา ก็มีคนบอกให้ทหารกลับกรมกองอีก ซึ่งท่านโฆษก คสช. “พ.อ.วินธัย สุวารี” แถลงข่าวลดโทนความร้อนแรงแล้วเมื่อวันเสาร์ 11 มี.ค.2560

 “การที่มีบางบุคคลพูดถึงการสร้างความปรองดองทหารควรกลับเข้ากรมกองนั้นว่า คงไม่ผิดปกติอะไร ถือเป็นมุมมองและข้อคิดเห็นหนึ่ง ซึ่งที่จริงแล้วโดยทั่วไปหากสภาพการณ์บ้านเมืองปกติจะเห็นว่าทหารก็คงอยู่ในกรอบงาน และปฏิบัติงานตามปกติ ซึ่งอาจแตกต่างไปบ้าง เพราะในช่วงนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ไม่ปกติ จึงเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทหารมีภาระหน้าที่เพิ่มเติมบ้าง ตามคำมอบหมายงานผ่านคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย พร้อมทั้งเสริมประสิทธิภาพให้งานด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย งานบริการช่วยเหลือประชาชน งานจัดระเบียบสังคม การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หรือการดูแลการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมทั้งทำให้สังคมได้รับความเป็นธรรมไม่ถูกเอาเปรียบเช่นเรื่องปัญหาผู้มีอิทธิพล หรือปัญหาเงินกู้นอกระบบ เป็นต้น อีกทั้งที่ผ่านมาสัญญาณที่เห็นกันในเชิงประจักษ์ส่วนใหญ่ค่อนข้างส่งผลบวก และค่อนข้างได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน อย่างไรก็ตาม ตนขอย้ำว่างานเพิ่มเติมเหล่านี้ก็เป็นไปตามความจำเป็นของสถานการณ์”

ติ๊ดชึ่ง - ครองอำนาจการเมือง ที่ยึดได้ด้วยปากกระบอกปืน ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จซะที ...ในประเทศไทยมีคนทำมาก่อนแล้ว ระบอบการปกครอง “ถนอม-ประภาส” ยึดอำนาจ และร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ 12 ปีไม่แล้วเสร็จ ทำให้มีประชาชนกับนักศึกษา 13 คนเอาแถลงการณ์ไปเดินแจกที่ถนนราชดำเนิน ย่านอนุสาวรีประชาธิปไตย กับที่สนามหลวง รัฐบาลส่งตำรวจไปจับทั้ง 13 คนมาดำเนินคดี กบฏในราชอาณาจักร พอดีขณะนั้นมีการลบชื่อนักศึกษามหาวิยาลัยรามคำแหงที่บังอาจติดตามกรณี ฮ.กองทัพบก ตกที่บางเลนนครปฐม ขณะนำเนื้อสัตว์ป่าที่ยิงมาได้จากทุ่งใหญ่นเรศวร กลับกรุงเทพฯ ...2 กรณีจึงบวกแรงกัน พาผู้คนทะลักลงถนนราชดำเนิน กลายเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โค่นระบอบปกครองถนอม-ประภาสลงได้อย่างเบ็ดเสร็จ

การปฏิวัติการเมืองในไทยเกิดแล้วแค่ 2 ครั้ง 24 มิถุนายน 2475 กับ 14 ตุลาคม 2516
เกิดเอง ไม่มีการจัดตั้ง
ดังนั้น จงอย่าประมาทพลังประชาชน
ประเทศไทยเกิดอะไรก็เกิดปุบปับ

อำนาจของระบอบปกครอง “ถนอม-ประภาส”แข็งแกร่งกว่ายุคปัจจุบันนี้มาก เพราะอยู่ยาวนานกว่ามาก และยุคนั้นไม่มีโซเชียลมีเดีย  ไม่มีโทรศัพท์มือถือ มีแค่ใบปลิวกระดาษ ก็โค่นเผด็จการได้

ฉลามเขียว เคยเขียนบทวิเคราะห์ไว้แล้วว่า จะยังไม่มีการลุกฮือของประชาชนในขณะนี้ เพราะคนไทยวันนี้ขาดสามัคคีทางการเมือง เพราะเบื่อหน่ายเอือมระอาบรรดาผู้นำทางการเมืองหน้าช้ำทั้งหลาย และยังจำได้ดีถึงความวุ่นวายทางการเมืองอันเกิดจากความขัดแย้งของผู้กระหายอำนาจการเมือง  ผู้แพ้เลือกตั้งซ้ำซากก็สมคบคิดกับผู้ถืออาวุธ (บางคนส่วนน้อย) พากัน Shutdown Bangkok ให้มันเกิดทางตัน รัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนบริหารประเทศไม่ได้ ก็รัฐประหารยึดซะ คนชอบ...แต่ของจริงก็คือโลกใบนี้ไม่เคยมีเผด็จการที่ทำให้ชาติบ้านเมืองนั้นเจริญรุ่งเรือง เพราะโลกศิวิไลซ์ไม่คบไม่ค้า ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือกดดันบีบคั้นให้คืนประชาธิปไตย  ทหารพม่าก็แพ้มาแล้ว เหลืออยู่หนึ่งเดียวในโลก “คิม จองอึน”

ดังนั้น จึงไม่ต้องวิเคราะห์ก็ได้ว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจจะเป็นตัวชี้ขาดในประเทศไทยอีกครั้งหรือไม่
ไม่ต้องวิเคราะห์เพราะมันจะเป็นไปเอง

ค่อยๆคืบเข้ามาทีละนิด  ขณะนี้ก็มีคำพูดแล้วว่า รายจ่ายมากกว่ารายรับ  ประชาชนก็เรียกร้องจากรัฐบาลมากเหลือเกิน ดังนั้นถ้าขึ้น vat อีก 1 % จะเสียสละได้มั๊ย  ซึ่งก็ต้องหยุดไปแล้ว เพราะขนาดยังไม่ขึ้นผู้คนก็ยังโวยหนักขนาดนี้ ในขณะที่สถานการณ์ด้านรายได้ยังเหมือนเดิม รัฐบาลไม่ได้ถังแตก รัฐบาลไม่ได้ตูดขาด...แต่....โยนหินถามทาง

ในสถานการณ์อย่างนี้กูรูก็มีเขียนไว้แล้วและรอชมกันอยู่ จะขึ้นภาษี หรือว่า จะกู้เงินขนาดใหญ่

ก็เอาเถอะ นายฉลามเขียว ชื่นชมที่ท่านพล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันอย่างรวดเร็วว่า  ที่ท่านได้พูดไปนั้นไม่ใช่จะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นแค่การอภิบายระบบภาษี...ก็เอาใจช่วยท่านอยู่ ให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มอย่างรวดเร็ว  เพราะรู้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจขณะนี้ ที่เป็นอยู่อย่างนี้ มันเปราะบาง  ประคองลำบาก

พวกที่จะใช้การเมืองนำหน้าในการเคลื่อนไหวเพื่อไล่รัฐบาลนั้น ไม่มีทางที่จะทำได้ ขอให้พล.อ.ประยุทธ์ สบายใจ และเจ้าหน้าที่รัฐของตัวท่านเองก็ยังทำงานกันอยู่อย่างแข็งขันฉับไว เช่นล่าสุดในกรณีของ “วีระ สมความคิด” ที่ทำโพลในเฟชบุ้คของตัวเอง Veera-Somkwamkid เมื่อ 5 มีนาคม 2560 ฉลามเขียว ก็อ่านผลโพลนี้แล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัว ไม่เห็นจะเป็นอันตรายอะไรแก่รัฐบาลได้เลย แต่วีระก็โดนดำเนินคดีไปแล้ว รออยู่แค่ว่า ปอท.จะตามเจอตัวเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

ปรากฏการณ์วีระ สมความคิดไม่น่าตื่นเต้น เพราะว่าไปแล้วก็คือคนหน้าเดิม แต่ฉลามเขียว ไปตื่นเต้นสุดที่
ใครคือไอ้คนที่พูดออกมาว่า ถ้าไม่เป็นไปตามโรคแม็ปแล้วจะต้องนองเลือด

ก็มีคนเดียวที่จะเฉลยได้ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเชื่อถืออย่างเต็มที่ว่าเป็นเรื่องจริง เพราะถ้าไม่จริงคนระดับหัวหน้ารัฐบาลก็จะไม่พูดออกมา

วิธีเดียวที่จะค้นหาความจริงได้ว่าคือใคร ก็ต้องรอนักข่าวสายประจำทำเนียบรัฐบาล ที่อยู่ใกล้ตัวพล.อ.ประยุทธ์ ที่สุด ยกเป็นประเด็นขึ้นถาม ก็เกิดคิดถึง “เจ๊ยุ”ขึ้นมาอย่างจับจิต ประเด็นร้อนๆอย่างนี้เจ๊ยุถามแน่  และถามแบบรุกไล่ด้วยนะ

แต่....
ขณะนี้ไม่มีเจ๊ยุที่ทำเนียบรัฐบาลประเทศไทยแล้ว
จึงขอจบเรื่องวันนี้ลงตรงที่ กราบเรียนต่อ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ว่า มีคนเริ่มพูดแล้วนะครับ
“ปรองดองคือทหารกลับกรมกอง”

ผมเชื่อมั่น จุดยืน+ทัศนคติ+กึ๋น ของท่านผบ.ทบ.คนนี้
ท่านรู้วิธี .... จะรักษาทหารของท่านไว้ให้เป็นที่รักของประชาชนไทยตลอดไปได้อย่างไร

ฉลามเขียว
12 มีนาคม 2560

loading...
loading...
Cr : voicetv
ก่อนหน้านี้
หน้าถัดไป

post written by:

0 ความคิดเห็น: